โซล่าเซลล์ Solar Cell คืออะไร ลดค่าไฟธุรกิจ | AESOVATION
- 4 พ.ค.
- ยาว 2 นาที
อัปเดตเมื่อ 15 มิ.ย.
ท่ามกลางวิกฤตค่าไฟแพง การติดตั้งโซล่าเซลล์ (Solar Cell) ได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการบริหารต้นทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ธุรกิจไทย โดยสามารถลดค่าไฟรายเดือนได้สูงสุดถึง 70% พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI ที่ช่วยให้ระยะเวลาคืนทุนรวดเร็วเพียง 3-5 ปี ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรสู่ธุรกิจสีเขียว ตามมาตรฐาน ESG ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน

โซล่าเซลล์ (Solar Cell) คืออะไร ? และมีหลักการทำงานอย่างไร
โซล่าเซลล์ (Solar Cell) คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากสารกึ่งตัวนำ ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ผ่านปรากฏการณ์ Photovoltaic Effect เมื่อนำหลายเซลล์มารวมกัน จะกลายเป็นแผงโซล่าเซลล์ แล้วระบบ Solar Cell ในสเกลธุรกิจ และโรงงานอุตสาหกรรม มีความแตกต่างกันไหม ? ในแง่กลไกพื้นฐานนั้นไม่แตกต่างกันเลย โดยหลักในการทำงานของแผงโซล่าเซลล์ จะผลิตไฟกระแสตรง ส่งต่อไปยัง Inverter เพื่อแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ซึ่งเป็นกระแสไฟมาตรฐาน สำหรับนำไปจ่ายพลังงานให้กับเครื่องจักร ระบบปรับอากาศ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าในสำนักงาน เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าไฟได้ทันที ในช่วงเวลากลางวัน
แผงโซล่าเซลล์มีกี่ประเภท ? เลือกแบบไหนคุ้มค่าที่สุด
การเลือกประเภทแผงโซล่าเซลล์ (Solar Cell) ให้เหมาะสม มีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการผลิตกระแสไฟฟ้า และระยะเวลาคืนทุนขององค์กร โดยทั่วไปแผงที่ใช้งานในระบบ Solar Cell จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักดังนี้
แผงโซล่าเซลล์ชนิดโมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline Solar Panel)
ประสิทธิภาพ : สูงที่สุดในตลาด (High Efficiency) ผลิตไฟฟ้าได้ดี แม้ในสภาวะแสงน้อย
ความทนทาน : ทนต่อสภาพอากาศร้อนจัดของเมืองไทยได้ดีเยี่ยม อายุการใช้งานยาวนานกว่า 25 ปี
ความเหมาะสม : เป็นมาตรฐานหลักที่ภาคธุรกิจ และโรงงานเลือกใช้ เนื่องจากให้กำลังวัตต์สูง ช่วยประหยัดพื้นที่หลังคา และคืนทุนไวที่สุด
แผงโซล่าเซลล์ชนิดโพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline Solar Panel)
ประสิทธิภาพ : ปานกลาง (ประมาณ 15-17%) ทำให้ต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้งมากกว่าแผงโมโน เพื่อให้ได้กำลังวัตต์ที่เท่ากัน
ความทนทาน : ทนความร้อนได้ดี อายุการใช้งานประมาณ 20-25 ปี
ความเหมาะสม : เหมาะสำหรับโปรเจกต์ที่มีพื้นที่กว้างขวาง และงบประมาณจำกัด แต่ปัจจุบันความนิยมในสเกลธุรกิจลดลงมาก เนื่องจากราคาแผงโมโนปรับตัวลงมาจนคุ้มค่ากว่า
แผงโซล่าเซลล์ชนิดฟิล์มบาง (Thin-film Solar Panel)
ประสิทธิภาพ : ต่ำที่สุด (ประมาณ 10-13%) แต่มีจุดเด่นเรื่องน้ำหนักเบา และมีความยืดหยุ่นสูง
ความเหมาะสม : มักใช้ในงานสถาปัตยกรรมเฉพาะทาง ที่ต้องการให้แผงโค้งงอไปกับตัวอาคาร (BIPV) ไม่นิยมนำมาติดตั้งบนหลังคาโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป เพราะไม่คุ้มทุน
ประโยชน์สูงสุดของการติดตั้งโซล่าเซลล์ในภาคธุรกิจ และโรงงานอุตสาหกรรม
การลงทุนติดตั้งโซล่าเซลล์ (Solar Cell) ในสเกลธุรกิจ ไม่ใช่แค่การประหยัดพลังงาน แต่เป็นการบริหารสินทรัพย์ และการลดรายจ่ายถาวรขององค์กร ซึ่งส่งผลดีต่อโครงสร้างธุรกิจในระยะยาวดังนี้
ลดต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงสุด 70% : ระบบ Solar Rooftop จะผลิตไฟฟ้า และจ่ายเข้าสู่ระบบเพื่อใช้งานทันทีในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งตรงกับช่วง Peak Load หรือช่วงที่โรงงาน และอาคารสำนักงานมีการใช้กระแสไฟสูงที่สุด ช่วยตัดค่าไฟรายเดือนได้อย่างมหาศาล
คืนทุนรวดเร็ว พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI : โครงการติดตั้ง Solar Cell สำหรับภาคธุรกิจในปัจจุบัน มีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ย 3-5 ปีเท่านั้น พร้อมทั้งยังสามารถยื่นขอรับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก BOI ได้สูงสุดถึง 50% ของเงินลงทุน
ขับเคลื่อนองค์กรสู่มาตรฐาน ESG และความยั่งยืน : ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) ยกระดับภาพลักษณ์สู่ธุรกิจสีเขียว และเพิ่มโอกาสทางการค้าในตลาดโลก โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องส่งออกสินค้าไปยังประเทศ ที่มีมาตรการภาษีคาร์บอน (CBAM)
ทำไมต้องเลือก Solar Cell จาก AESOVATION ?
AESOVATION คือ ผู้ให้บริการออกแบบ จัดหา และติดตั้งระบบโซล่าเซลล์แบบครบวงจร สำหรับภาคธุรกิจ อาคารพาณิชย์ และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เราพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยให้องค์กรของคุณ เปลี่ยนหลังคาอาคาร เป็นแหล่งลดรายจ่ายระยะยาวได้อย่างปลอดภัยสูงสุด
ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง : ออกแบบ และควบคุมงานระบบ ตามมาตรฐานวิศวกรรมสากล วิเคราะห์ Load Profile อย่างแม่นยำ เพื่อให้ได้ขนาดกำลังการผลิตที่คุ้มค่า และคืนทุนไวที่สุด
อุปกรณ์มาตรฐานระดับโลก : เลือกใช้แผง Solar Cell เกรด Tier 1 และ Inverter มาตรฐานสากล ที่มีความทนทานสูง ปลอดภัย และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 25 ปี
บริการเบ็ดเสร็จในที่เดียว (One-Stop Service) : ดูแลตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ ออกแบบ เดินเรื่องเอกสาร และขอใบอนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐ (กกพ., การไฟฟ้าฯ และอปท.) อย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน
ดูแลหลังการขายครบวงจร : มีบริการตรวจสอบระบบ ล้างแผง และบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุดในระยะยาว
3 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการเริ่มต้นประหยัดค่าไฟธุรกิจกับ AESOVATION
เพื่อให้การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดเป็นเรื่องง่าย และคุ้มค่าที่สุด สำหรับองค์กรของคุณ เรามีกระบวนการทำงานที่โปร่งใส และเบ็ดเสร็จใน 3 ขั้นตอนนี้
ปรึกษาและวิเคราะห์บิลค่าไฟฟรี : ทีมงานของเรา จะช่วยประเมินความคุ้มค่าเบื้องต้น จากประวัติการใช้ไฟฟ้าของธุรกิจคุณ เพื่อหาขนาดระบบที่เหมาะสม
สำรวจหน้างานและออกแบบระบบ : ทีมวิศวกรเข้าตรวจเช็คโครงสร้างหลังคา และพื้นที่ เพื่อออกแบบระบบโซล่าเซลล์ ที่ปลอดภัย และรีดประสิทธิภาพได้สูงสุด
ประเมินราคาพร้อมสรุปจุดคุ้มทุน : ส่งมอบแผนงานอย่างละเอียด พร้อมตัวเลขการประหยัดค่าไฟ ระยะเวลาคืนทุน และแนวทางการขอสิทธิประโยชน์ BOI
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโซล่าเซลล์ (Solar Cell)
Q : ติดตั้งโซล่าเซลล์โรงงาน คุ้มทุนภายในกี่ปี ?
A : สำหรับภาคธุรกิจ และโรงงานอุตสาหกรรม ระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยจะอยู่ที่ 3-5 ปีเท่านั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าระหว่างวัน และโครงสร้างอัตราค่าไฟ ซึ่งหลังจากคืนทุนแล้ว ระบบจะกลายเป็นสินทรัพย์ ที่ผลิตไฟฟ้าราคาสูง สร้างกำไรให้องค์กรต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี
Q : ต้องขออนุญาตหน่วยงานไหนบ้าง ?
A : การติดตั้งสเกลธุรกิจ ต้องขออนุญาตหลัก ๆ 4 ส่วน คือ อปท./กนอ. (อนุญาตก่อสร้าง อ.1), พพ. (ใบอนุญาต พค.2), กกพ. (จดแจ้งยกเว้นใบอนุญาตประกอบกิจการ) และการไฟฟ้าฯ (MEA หรือ PEA) เพื่อขอนำขนานไฟ ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ มีความซับซ้อน แต่ทาง AESOVATION มีบริการดูแลเดินเรื่องเอกสารให้ครบจบทุกขั้นตอน
Q : วันที่ฝนตก หรือฟ้าครึ้ม เครื่องจักรในโรงงาน จะไฟตกไหม ?
A : ไม่มีผลกระทบใด ๆ เนื่องจากระบบ On-Grid ที่ใช้ในโรงงาน จะทำงานร่วมกับไฟหลักของการไฟฟ้าตลอดเวลา เมื่อแสงแดดน้อยลงจนโซล่าเซลล์ผลิตไฟได้ไม่พอ ระบบจะดึงกระแสไฟจากการไฟฟ้าเข้ามาเติมให้อัตโนมัติ
Q : โรงงานต้องล้างแผงบ่อยแค่ไหน ?
A : ควรล้างแผงโซล่าเซลล์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อไม่ให้คราบฝุ่น หรือสิ่งสกปรกบดบังหน้าแผงจนประสิทธิภาพลดลง และควรตรวจเช็คระบบไฟฟ้าปีละ 1 ครั้ง
Q : สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ช่วยประหยัดเงินได้เท่าไหร่ ?
A : มาตรการยกระดับอุตสาหกรรมของ BOI ช่วยให้องค์กรสามารถนำเงินลงทุนในโครงการโซล่าเซลล์ ไปขอยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้สูงสุดถึง 50% ของเงินลงทุนจริง โดยมีกำหนดให้ใช้สิทธิภายในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญ ที่ทำให้ธุรกิจคืนทุนได้เร็วขึ้น







